รายละเอียดบทความ

ความคิดสร้างสรรค์และความสุขของเด็กไทย

ความคิดสร้างสรรค์และความสุขของเด็กไทย


โดย: ผศ.ดร. ประชุมพร สุวรรณตรา

ความคิดสร้างสรรค์เป็นบ่อเกิดของการประดิษฐ์คิดค้น ออกแบบ สร้างสิ่งแปลกใหม่ที่มีประโยชน์มากมาย เราจึงมาบอกกล่าวพ่อแม่ถึงวิธีพัฒนาลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์และเรียนรู้อย่างมีความสุข

ทุกครั้งที่เราเห็นพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาสามัคคีระดับโลก เช่น โอลิมปิคหรือแม้แต่เอเชียนเกมส์ เราจะรู้สึกประทับใจกับความคิดสร้างสรรค์ของผู้จัด ทั้งในด้านเสื้อผ้า องค์ประกอบ ลีลาและขบวนพาเหรด ความคิดสร้างสรรค์แสดงศักยภาพและส่งคุณค่าของตัวเองออกมาอย่างเด่นชัดในงานอย่างนี้
 
อันที่จริงความคิดสร้างสรรค์มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราอย่างมากมาย ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงเข้านอน แต่เราอาจคุ้นเคยจนมองไม่เห็นว่าสิ่งต่างๆรอบตัวเกิดจาก ความคิดสร้างสรรค์ของคนเราอย่างไรบ้าง และมองข้ามความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ไป

อะไรคือความคิดสร้างสรรค์
 
ความคิดสร้างสรรค์ คือ คุณสมบัติของความคิดอันเป็นผลรวมสุดท้ายของกระบวนการภายในสมองของเรา ทำให้เกิดความคิดที่ก่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่มีคุณภาพ แปลกแตกต่าง และส่งผลให้เกิดคุณค่าในวงแคบและวงกว้าง
 
อาทิเช่น คนที่รู้จักประยุกต์การแต่งกายให้สวยงาม ผลที่ได้ในวงแคบ ทำให้มีบุคลิกเป็นของตัวเองที่น่าชื่นชม หรือกลายเป็นผู้ออกแบบแฟชั่นซึ่งเป็นประโยชน์ในวงกว้างขึ้น หรือคนที่คิดค้นสูตรหรือทำอาหารชนิดใหม่ๆ ขึ้นมา ก็ทำให้ผู้คนมีความสุขที่ได้รับประทานอาหารอร่อยแปลกใหม่ หรือคนแต่งนิทาน ก็สร้างสรรค์จินตนาการให้เด็กทั่วโลก ฯลฯ
 
ในปัจจุบัน เราใช้ผลประโยชน์จากความคิดของผู้สร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา โดยเราอาจไม่รู้ตัว หรือลืมไปว่าผลงานสร้างสรรค์ของนักวิทยาศาสตร์ทำให้เรามีไฟฟ้าใช้ มีรถยนต์ คอมพิวเตอร์ และอื่นๆ สิ่งประดิษฐ์จากความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน จนเราลืมนึกถึงการใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง และลืมการสร้างสรรค์เด็กๆให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์กัน

ทำไมเด็กไทยไม่สร้างสรรค์
 
ส่วนใหญ่ผลงานสร้างสรรค์ต่างๆ ของโลกมักจะเกิดจากความคิดของคนในซีกโลกตะวันตก.. ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น องค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งคงมาจากรูปแบบการศึกษาของเรา 
 
ระดับของการศึกษาที่มีบทบาทในการพัฒนาประเทศที่เราควรใส่ใจคือระดับอนุบาลศึกษา เพราะเป็นพื้นฐานของการศึกษาทุกระดับ เปรียบได้กับการสร้างตึกใหญ่ๆ ต้องมีรากฐานที่ดีมั่นคง และหากเราจะสร้างอะไร ก็ต้องกำหนดรากฐานไว้ก่อน
 
ถ้าเราต้องการสังคมไทยที่มีแต่ผู้ตามตลอดเวลา ต้องการผู้รับแบบความคิด ผู้อดทน ผู้เคร่งเครียดอยู่ในกรอบ เราก็จงสอนเด็กอนุบาล หรือเด็กวัย 3-5 ขวบในแบบยัดเยียดความคิด ให้ท่องจำ ก-ฮ ทั้งอนุบาล 1,2,3 เขียนคำศัพท์มากๆ ให้แก้คำผิดโดยไม่ค่อยจะรู้ความหมาย เช่นคำว่า คณะรัฐมนตรี องค์พระประมุข ฯลฯ ทำเลขบวก ลบ กระจายทด 3 ตอน 4 ตอน กันต่อไป
 
เราจะได้เด็กที่เครียดเกร็ง ไม่รู้จักความแจ่มใส ไม่รู้จัก "การเล่น" เป็นการแย่ง "โลกของเด็ก" ไปจากเด็กไทย โดยที่เด็กๆ ไม่มีทางเรียกร้องต่อสู้
 
ลองใช้จินตนาการของคุณดู นึกภาพลูกรักของคุณในวัย 3 ขวบกำลังวิ่งเล่น อาจจะเล่นตุ๊กตา เล่นขายของ หรือปีนป่ายอย่างสนุกสนาน แล้วคุณก็แย่งของเล่นเหล่านั้นขว้างออกไปไกลแสนไกลไม่มีวันได้พบง่ายๆ อีก แล้วส่งกระดาษ ดินสอ กับโจทย์เลข มาบังคับให้เจ้าของมือเล็กๆ นั้นต้องนั่งหลังขดหลังแข็งทำเป็นเวลานานๆ เป็นชั่วโมง ปีละ 12 เดือน
 
พ่อแม่ทุกคนก็บอกว่า "ทำเพราะรัก อยากให้ลูกเข้าโรงเรียนดีๆ ที่ต้องแย่งกันเข้า ที่ต้องแข่งขันกัน เพราะจะได้มีเพื่อนฐานะดีๆ (ที่ถูกทรมานเช่นกัน) มาเป็นเพื่อน" คุณนึกภาพออกไหมคะ หรือว่าจินตนาการและการรับรู้ของคุณซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่เติบโตมาในระบบเดียวกันได้ถูกทำลายหายไปแล้วเช่นกัน เราจึงไม่มีความกล้าที่จะคิด ไม่กล้าที่จะตัดสินใจทำให้ติดข้องอยู่ในระบบและกรงขังเช่นนั้นอยู่

เด็กตะวันตกเขาทำอะไรกันบ้างนะ
 
เด็กฝรั่งหรือเด็กในซีกโลกตะวันตกวัยก่อน 3 ขวบมักจะอยู่กับคุณแม่ที่บ้าน ได้เรียนรู้จากชีวิตประจำวัน ได้สนุกสนานและเลียนแบบบทบาทพ่อบ้านและแม่บ้านจากพ่อแม่ รู้จักผัก ผลไม้ การทำความสะอาดต่างๆ ได้ฟังนิทาน ได้เล่นสนุกสนาน ได้ออกกำลังกาย ได้ไปพักผ่อนตามสวนสาธารณะ ได้รู้จักการจัดเตรียมภาชนะอาหาร ได้รู้จักวางแผนร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ ได้เรียนรู้ที่จะเข้ากับคนอื่น โดยการไปร่วมกิจกรรมสุดสัปดาห์กับครอบครัวอื่น เรียนรู้ธรรมชาติจากสวนหลังบ้าน จากสวนสาธารณะ จากสวนสัตว์ใกล้บ้าน
 
พอถึงวัย 4-5 ขวบก็ไปโรงเรียน ได้พบความสนุกสนานในการทำงานศิลปะสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ เช่น ระบายสีน้ำ ละเลงแป้ง ปั้นแป้ง สร้างสิ่งประดิษฐ์จากของเหลือใช้ ต่อบล็อก สังเกตวงจรชีวิตของกระต่ายหรือปลาหรือกบ ฟังนิทานสนุก ตอบคำถามที่กระตุ้นให้คิด ร้องเพลงและออกกำลังเคลื่อนไหวตามจังหวะ เรียนรู้การให้ การรับ การรอคอย การอยู่ร่วมในสังคมกับเพื่อนรุ่นเดียวกันและกับผู้ใหญ่
 
เป็นโลกที่แสนจะสนุกสนานใบใหม่ที่สร้างให้โลกของเด็กฝรั่งน่าอยู่ยิ่งขึ้น ไม่ใช่โลกที่เด็กไทยส่วนใหญ่ได้รับอยู่ในเวลานี้

สร้างสิ่งแวดล้อมที่สร้างสรรค์ให้ลูก
 
พ่อแม่เป็นสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ตัวลูกมากที่สุด ดังนั้นต้องเริ่มที่ตัวคุณนั่นเอง และสร้างสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้เอื้ออำนวยบรรยากาศที่ดีในบ้าน อันเป็นจุดเริ่มต้นที่จะพัฒนาลูกให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่พ่อแม่ทำได้ไม่ยาก เพียงแต่บางครั้งเราอาจมองข้ามหรือลืมว่ามีความสำคัญ

1. สร้างอารมณ์ดีๆ สดชื่น แจ่มใส "สร้างสรรค์" อย่าทำลายบรรยากาศที่อยู่ด้วยกันด้วยความเครียดและกดดัน เพราะมุ่งหวังมากเกินไป จนลืมความรักที่มีต่อกันไปเสีย

2. สร้างสิ่งแวดล้อมในบ้านให้สะอาดสวยงาม เป็นระเบียบ เพื่อให้เกิดสุนทรีย์ในชีวิตประจำวัน

3. ให้ความเคารพ นับถือ ให้ความเชื่อมั่นกับคนตรงหน้าของคุณทุกคน ทุกวัน เพื่อสร้างกำลังใจและรู้จักซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า

4. ให้ความสำคัญกับการให้ลูกได้คิด โดยการใช้คำถามประเภท "ทำไม" "อย่างไร" "ที่ไหน" และตอบคำถามที่ลูกชอบถามอย่างตั้งอกตั้งใจ

5. ส่งเสริมจินตนาการของเด็กๆ ด้วยนิทานสร้างสรรค์ดีๆ ที่มีคำถามฉลาดๆ ของคุณพ่อ คุณแม่ที่กระตุ้นให้เด็กคิดหาที่มาที่ไปของเหตุการณ์เหล่านั้น

6. ให้สร้างของเล่นเองบ้าง ถ้าคุณพ่อมีกล่องแยะๆ มีสายไฟและถ่ายไฟฉาย จะทำอะไรได้บ้างหรือคุณแม่จะใช้ถุงพลาสติกกับเศษกระดาษมาทำอะไรให้ลูกดูเพื่อให้ลูกหัดคิด เป็นของเล่นได้บ้าง

7. ร้องเพลงเล่นกันบ้าง เต้นระบำด้วยท่าทางของตัวเองกันบ้าง

8. ช่วยกันทำอาหาร ช่วยกันเก็บล้าง เรียนรู้รสของผลไม้ ผักและประเภทอาหารต่างๆ ด้วยกัน อย่าลืมสอนให้รู้จักสังเกตและลองประดิษฐ์ ประดับอาหารด้วยตัวของเด็ก เองบ้าง

9. ทำงานกลุ่มอะไรสักอย่างที่เป็นของครอบครัว เช่น จัดอัลบั้มที่ไปเที่ยวกันมา เก็บสิ่งที่พบเห็นประดับในอัลบั้ม ฯลฯ

ขอให้มีความสุขเพิ่มขึ้นทุกวันทั้งครอบครัวนะคะ

จาก: http://www.kidsandschoolmag.com

ผู้ลงบทความ : ToyCute